วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Article


Article คือคำที่ใช้นำหน้านาม คือคำนามในภาษาอังกฤษทุกตัว เวลาพูด-เขียนจะต้องมี Article นำหน้าทั้งสิ้น (ยกเว้นบางตัวที่จะกล่าวต่อไป)

Article มีอยู่ 2 ชนิดคือ
1. Indefinite Article คือคำนำหน้านามแล้วมีความหมายทั่วไป อันได้แก่ A, An.
2. Definite Article คือคำนำหน้านามแล้วมีความหมายชี้เฉพาะ ได้แก่ the.

หลักทั่วไปของการใช้ A
คือเมื่อ A นำหน้านามใดนามนั้นต้องมีลักษณะครบ 4 ประการ อันได้แก่
1. เป็นนามเอกพจน์
2. เป็นนามนับได้
3. เป็นนามที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ
4. เป็นนามที่มีความหมายทั่วไป
* ข้อยกเว้น ห้ามใช้ A นำหน้า คือนามบางตัวที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แต่อ่านออกเสียงสระที่อยู่ถัดไป นามตัวนั้นให้ใช้ AN นำหน้าแทน (มี H เท่านั้น)

หลักทั่วไปของการใช้ AN
คือเมื่อ An นำหน้านามใด นามนั้นจะต้องมีลักษณะครบ 4 ประการ คือ
1. เป็นนามเอกพจน์
2. เป็นนามนับได้
3. เป็นนามที่ขึ้นต้นด้วยสระ คือ A , E , I , O , U.
4. เป็นนามที่มีความหมายทั่วไป
* ข้อยกเว้น ห้ามใช้ AN นำหน้าคือ นามบางตัวที่ขึ้นต้นด้วยสระ แต่อ่านออกเสียงเป็นพยัญชนะ”ย” นามตัวนั้นให้ใช้ A นำหน้าแทน (มี U และ E เท่านั้น).

นามต่อไปนี้ห้ามใช้ทั้ง A และ AN นำหน้าเด็ดขาด
1. นามที่นับไม่ได้ทุกชนิด
2. นามพหูพจน์ทุกชนิด

หลักทั่วไปของการใช้ THE
ใช้นำหน้าได้ทุกชนิด ทุกประเภท นั่นคือ
1. เป็นนามเอกพจน์ ก็ใช้ The นำหน้าได้
2. เป็นนามพหูพจน์ ก็ใช้ The นำหน้าได้
3. เป็นนามที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ก็ใช้ The นำหน้าได้
4. เป็นนามที่ขึ้นต้นด้วยสระ ก็ใช้ The นำหน้าได้ (แต่ให้อ่านว่า ดิ )
5. เป็นนามที่นับได้ ก็ใช้ The นำหน้าได้
6. เป็นนามที่นับไม่ได้ ก็ใช้ The นำหน้าได้
7. แต่นามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะต้องมีความหมายชี้เฉพาะเจาะจงเท่านั้น.

นามต่อไปนี้ห้ามใช้ THE นำหน้า
1. นามที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ
2. นามที่ระบุไว้ในหัวข้อว่าห้ามใช้ THE นำหน้า(ซึ่งมีข้อห้ามมากมายแต่จะไม่กล่าวถึง)
* อนึ่งแม้ลักษณะของประโยคจะไม่มีคำบ่งชี้เฉพาะเอาไว้ แต่ถ้านามนั้นเป็นที่รู้จักกันดีระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ก็ให้ใช้ THE นำหน้าได้.

การใช้ A, AN, THE แบบระคน
- ถ้านามนั้นมีบุรพบทวลีหรืออนุประโยคมา ขยายอยู่ข้างหลัง ให้ใช้ the ทันที.
- ถ้านามนั้นไม่มีบุรพบทวลีหรืออนุประโยคมาขยายอยู่ข้างหลังให้ใช้ a, an ทันที
* มีหลักพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ นามใดก็ตามที่เป็นเอกพจน์นับได้ ที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ ให้เติม a , an ทันที แต่ถ้านามนั้นถูกยกขึ้นมากล่าวอีกเป็นครั้งที่ 2 ให้เติม the ทันที.
* อนึ่งยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับคำนามบางตัวว่านามตัวใดใช้เฉพาะ A, AN และนามตัวใดใช้เฉพาะ THE ซึ่งเป็นคำนามพิเศษ แต่ในที่นี้จะไม่กล่าวถึง.

จบเรื่อง Article
ที่มา http://www.pengenglish.thport.com/

Present Simple Tense

Present Simple Tense
โครงสร้าง : Subject + Verb 1 + (Object)
หลักการใช้
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ หรือเหตุการณ์ที่เป็นไปตามธรรมชาติ เช่น
The sun rises in the east. (พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก)
The cat has four legs. (แมวมีสี่ขา)

2. ใช้แสดงถึงการกระทำที่เป็นปรกตินิสัย หรือการกระทำนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำ มี Adverb of Frequency แสดง
I have my breakfast everyday. (ผมรับประทานอาหารเช้าทุกวัน)
Everybody wears thick clothes in winter. (ทุกๆ คนสวมเสื้อหนาๆ ในฤดูหนาว)
We go to temple every Sunday. (พวกเราไปวัดทุกๆ วันอาทิตย์)

3. ใช้แสดงถึงการกระทำที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือสภาพที่เป็นปัจจุบัน เช่น
She understands what you say. (เธอเข้าใจที่คุณพูด)
I have four notebooks in the suitcase. (ฉันมีสมุด 4 เล่มอยู่ในกระเป๋า)

4. ใช้แสดงถึงการกระทำในอนาคต ซึ่งตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะปฏิบัติ
The next semester begins in two weeks. (อีก 2 อาทิตย์จึงจะเปิดเทอมหน้า)
He sets sail on Saturday for Samui. (เขาจะออกเรือไปสมุยในวันเสาร์)

หมายเหตุ* อย่าลืมนะว่าถ้าประธานเป็นเอกพจน์ กริยาต้องเติม S ห้ามลืมกฎข้อนี้เด็ดขาดนะ!!!
ที่มา www.pengenglish.thport.com

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Past Simple Tense


Past Simple Tense


โครงสร้างประโยชน์ S + V.2 ...
เราจะใช้ประโยคแบบนี้ เมื่อ

1. การกระทำนั้นเกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้วในอดีต ซึ่งมักจะมีคำบ่งเวลาที่เป็นอดีตกำกับอยู่ด้วย คือyesterday (เมื่อวานนี้) last night


(week, month, year) (คืนที่แล้ว, สัปดาห์ที่แล้ว, เดือนที่แล้ว, ปีที่แล้ว)in 1962 (ในปีค.ศ.1962)ago (ผ่านมาแล้ว) เช่น She


walked to school yesterday. (หล่อนเดินมาโรงเรียนเมื่อวานนี้)I went to the cinema with John last night.


(เมื่อคืนนี้ผมไปดูหนังกับ John)

2. เหตุการณ์เคยทำอยู่เป็นประจำในอดีต (แต่เดี๋ยวนี้การกระทำนั้นสิ้นสุดไปแล้ว) เช่น Last year I walked to school every day.


(ปีที่แล้วฉันเดินไปโรงเรียนทุกวัน)



รูปคำกริยา (Verb Form) คือ คำกริยาช่อง 2ซึ่งใช้กับประธานทุกตัวคำกริยาช่อง 2 มี 2 กลุ่ม คือ
1. คำกริยาไม่ปกติ (Irregular Verbs) จะเปลี่ยนจากช่อง 1 เป็นช่อง 2 ด้วยการไม่เติม -ed เช่นgo --> went ไปcome --> came


มาsing --> sang ร้องเพลงeat --> ate ทาน
2. คำกริยาปกติ (Regular Verbs) จะเปลี่ยนจากช่อง 1 เป็นช่อง 2 ด้วยการเติม -ed เช่นwalk --> walked เดินlove --> loved รัก


play --> played เล่นstudy --> studied เรียน, ศึกษา

การเติม -ed ที่ท้ายคำกริยา


1. คำกริยาช่อง 1 ที่ลงท้ายด้วย e อยู่แล้ว ให้เติมเฉพาะ d ตัวเดียว เช่นmove ---> moved เคลื่อนที่, เคลื่อนย้าย


2. คำกริยาช่อง 1 ที่เป็นคำพยางค์เดียว มีสระตัวเดียว และมีตัวสะกดตัวเดียว ต้องเพิ่มตัวสะกด อีก 1 ตัว แล้วจึงเติม ed เช่นplan ---> planned


วางแผนยกเว้น ถ้าลงท้ายด้วย h, w, x หรือ y ไม่ต้องเพิ่มตัวสะกด เช่นtax ---> taxed เก็บภาษี


3. คำกริยาช่อง 1 ที่เป็นคำ 2 พยางค์แต่ลงเสียงหนัก (stress) ที่พยางค์ท้ายและที่พยางค์ท้ายมีสระตัวเดียว และมีตัวสะกดตัวเดียว ต้องเพิ่มตัวสะกดอีก 1


ตัว แล้วจึงเติม ed เช่น refer ---> referred อ้างถึงยกเว้น ถ้าลงท้ายด้วย h, w, x หรือ y ไม่ต้องเพิ่มตัวสะกด เช่นallow --->


allowed อนุญาต


4. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y ให้พิจารณาดังนี้4.1 ถ้าตัวอักษรที่อยู่หน้า y เป็นพยัญชนะต้องเปลี่ยน y เป็น i ก่อน แล้วจึงเติม ed เช่นstudy --->


studied เรียน, ศึกษา4.2 ถ้าตัวอักษรที่อยู่หน้า y เป็นสระ (a, e, i, o, u) ให้เติม ed ได้ทันที เช่นplay ---> played เล่น5. คำกริยาที่


ไม่มีลักษณะพิเศษตามข้อ 1 - 4 ให้เติม ed ได้ทันที เช่นwalk ---> walked เดิน



การเปลี่ยนประโยคจากบอกเล่าให้เป็นปฏิเสธ จะต้องคำนึงถึงคำกริยาในประโยคบอกเล่าดังนี้


1. ถ้าประโยคบอกเล่ามี Verb to be เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธ ให้เติมคำว่า "not" ที่ท้าย Verb to be เช่นบอกเล่า : John was a


doctor.=> ปฏิเสธ : John was not a doctor. หรือ John wasn't a doctor.บอกเล่า : They were doctors.=>


ปฏิเสธ : They were not doctors. หรือ They weren't doctors.2. ถ้าประโยคบอกเล่ามีคำกริยาช่วย เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค


ปฏิเสธให้เติมคำว่า "not" ที่ท้ายคำกริยาช่วย เช่นบอกเล่า : John could play golf.=> ปฏิเสธ : John could not play golf.หรือ


John couldn't play golf.บอกเล่า : They would play golf with John.=> ปฏิเสธ : They would not play


golf with John.หรือ They wouldn't play golf with John.3. ถ้าประโยคบอกเล่าไม่มีทั้ง Verb to be และคำกริยาช่วย เมื่อ


เปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธให้เติมคำว่า did not (didn't) ที่หน้าคำกริยา (ใช้กับประธานทุกตัว) แล้วเปลี่ยนคำกริยาเป็นรูปเดิม (ช่อง 1) เช่นบอกเล่า :


John played golf with Jim.=> ปฏิเสธ : John did not play golf with Jim.(หรือ) John didn't play golf


with Jim.บอกเล่า : They went to Chiangrai yesterday.=> ปฏิเสธ : They did not go to Chiangrai


yesterday.(หรือ) They didn't go to Chiangrai yesterday.



การเปลี่ยนประโยคจากบอกเล่าให้เป็นคำถาม จะต้องคำนึงถึงคำกริยาในประโยคบอกเล่าดังนี้


1. ถ้าประโยคบอกเล่ามี Verb to be เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม ให้ทำดังนี้


(1) เอา Verb to be ขึ้นต้นประโยค


(2) คำที่เหลือเรียงเหมือนเดิม


(3) ใส่เครื่องหมายคำถาม(?) ที่ท้ายประโยค เช่นบอกเล่า : John was a doctor.=> คำถาม : Was John a doctor?บอกเล่า :


They were at


home.=> คำถาม : Were they at home?


2. ถ้าประโยคบอกเล่ามีคำกริยาช่วย เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม ให้ทำดังนี้


(1) เอาคำกริยาช่วยขึ้นต้นประโยค


(2) คำที่เหลือเรียงเหมือนเดิม


(3) ใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ที่ท้ายประโยค เช่นบอกเล่า : John could play golf.=> คำถาม : Could John play golf?บอก


เล่า :They would go to Chiangrai.=> คำถาม : Would they go to Chiangrai?


3. ถ้าประโยคบอกเล่าไม่มีทั้ง Verb to be และคำกริยาช่วย เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม ให้ทำดังนี้


(1) เอาคำว่า Did ขึ้นต้นประโยค (ใช้กับประธานทุกตัว)


(2) เปลี่ยนคำกริยาเป็นรูปเดิม (ช่อง 1)


(3) ใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ที่ท้ายประโยค เช่นบอกเล่า : John played golf with Jim.=> คำถาม : Did John play golf


with Jim?บอกเล่า : They went to Chiangrai yesterday.=> คำถาม : Did they go to Chiangrai


yesterday?



Yes / No Question คือ ประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบว่า Yes หรือ No เวลาออกเสียง ท้ายประโยคจะต้องออกเสียงสูงขึ้น การตอบคำถามแบบ Yes / No Question จะมี 3 แบบ ตามลักษณะของรูปประโยคคำถาม คือ


1. ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย Verb to be เวลาตอบก็ต้องใช้ Verb to be เช่นWas John a doctor?=> Yes, he was.


หรือ No, he wasn't.Were they at home?=> Yes, they were. หรือ No, they weren't.


2. ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วยคำกริยาช่วย (Auxiliary Verb) เวลาตอบ ก็ต้องใช้คำกริยาช่วย เช่นCould John play golf?=>


Yes, he could. หรือ No, he couldn't.Would they go to Chiangrai?=> Yes, they would. หรือ No,


they wouldn't.


3. ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย Verb to do เวลาตอบก็ต้องใช้ Verb to do เช่นDid John play golf with Jim?=> Yes,


he did. หรือ No, he didn't.Did they go to Chiangrai yesterday?=> Yes, they did. หรือ No, they


didn't.

Wh- Question คือ ประโยคคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบว่า Yes หรือ No แต่ต้องการเป็นรายละเอียด เวลาออกเสียง ท้ายประโยคไม่ต้องออกเสียงสูงขึ้น Wh- Question จะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ


1. ถามเกี่ยวกับประธานของประโยคว่าคือใครหรืออะไร (ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ


1.1 ถ้าประธานเป็นคนจะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า Who โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้Who + คำกริยาช่อง 2 + (ส่วนเติมเต็ม) + ?เช่น


Who played football yesterday? (เมื่อวานนี้ใครเล่นฟุตบอล)=> John and Jim played football


yesterday. (เมื่อวานนี้ John และ Jim เล่นฟุตบอล)Who sang last night? (เมื่อคืนนี้ใครร้องเพลง)=> Malee


sang last night. (เมื่อคืนนี้มาลีร้องเพลง)


1.2 ถ้าประธานเป็นสัตว์หรือสิ่งของจะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า What โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้What + คำกริยาช่อง 2 + (ส่วนเติม


เต็ม) + ?เช่นWhat was in the box? (อะไรอยู่ในกล่อง)=> A pen was in the box. (ปากกาอยู่ในกล่อง)What


ate the banana? (อะไรกินกล้วยไปแล้ว)=> A monkey ate the banana. (ลิงกินกล้วยไปแล้ว)


2. ถามเกี่ยวกับกรรมของประโยคว่าคือใครหรืออะไร (ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ


2.1 ถ้ากรรมเป็นคนจะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า Who โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้Who + did + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วน


เติมเต็ม) + ?เช่นWho did you love? (คุณเคยรักใคร)=> I loved Ludda. (ฉันเคยรักลัดดา)Who did John


talk about? (John พูดถึงใคร)=> He talked about Mary. (เขาพูดถึง Mary)


2.2 ถ้ากรรมเป็นสัตว์หรือสิ่งของจะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า What โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้What + did + ประธาน + คำกริยารูป


เดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?เช่นWhat did Tom eat yesterday? (Tom ทานอะไรเมื่อวานนี้)=> He ate


noodles yesterday. (เมื่อวานนี้เขาทานก๋วยเตี๋ยว)What did you clean last night? (เมื่อคืนนี้คุณทำความสะอาด


อะไร)=> I cleaned the table last night? (เมื่อคืนนี้ฉันทำความสะอาดโต๊ะ)


3. ถามเกี่ยวกับส่วนขยายของกรรม เช่น ที่ไหน/เมื่อไหร่/อย่างไร ฯลฯ (จะไม่ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What) เช่น


3.1 ถามขึ้นต้นด้วย Where ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "ที่ไหน" โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้Where + verb to be


(was/were) + ประธาน + (ส่วนเติมเต็ม) + ?หรือWhere + did + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?เช่น


Where was Peter last week? (สัปดาห์ที่แล้ว Peter อยู่ที่ไหน)=> He was in Bangkok last week.


(สัปดาห์ที่แล้วเขาอยู่ที่กรุงเทพ)Where did Malee play basketball yesterday? (เมื่อวานนี้มาลีเล่นบาสเกตบอลที่


ไหน)=> She played basketball at school yesterday. (เมื่อวานนี้เธอเล่นบาสเกตบอลที่โรงเรียน)


3.2 ถามขึ้นต้นด้วย When ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "เมื่อไหร่" โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้When + did + ประธาน + คำกริยา


รูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?เช่นWhen did you go to Bangkok? (คุณไปกรุงเทพเมื่อไหร่)=> I went to


Bangkok last month. (ฉันไปกรุงเทพเมื่อเดือนที่แล้ว)


3.3 ถามขึ้นต้นด้วย How ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "อย่างไร" โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้How + did + ประธาน + คำกริยารูป


เดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?เช่นHow did Mary go to London last year? (เมื่อปีที่แล้ว Mary ไปลอนดอนอย่างไร)


=> She went to London by plane last year. (เมื่อปีที่แล้วเธอไปลอนดอนโดยเครื่องบิน)